เทคโนโลยี DTF หรือ Direct to Film คือระบบการสกรีนที่เปลี่ยนโฉมวงการเสื้อผ้าอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นร้านเล็กที่รับงานผลิตจำนวนจำกัด หรือโรงงานที่ผลิตในปริมาณมาก DTF ช่วยให้สามารถถ่ายทอดลวดลายลงบนผ้าได้อย่างแม่นยำ คมชัด และทนต่อการซัก แต่ความสำเร็จของงานไม่ได้อยู่ที่เครื่องพิมพ์หรือหมึกเท่านั้น สิ่งที่มักถูกมองข้ามแต่มีผลโดยตรงต่อคุณภาพคือ “อุณหภูมิ และ เวลารีด”

การตั้งค่าที่ถูกต้องจะทำให้ลายสกรีนยึดแน่น เรียบ ไม่แตก และคงสีสดใสได้ยาวนาน ในทางกลับกัน หากตั้งค่าไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะร้อนเกิน เย็นเกิน หรือรีดนานไป ก็อาจทำให้ลายลอก ผ้าไหม้ หรือเสียรูปได้ บทความนี้จะอธิบายหลักการ แนวคิด และแนวทางการตั้งค่าที่เหมาะกับผ้าแต่ละชนิด อย่างละเอียดและเป็นระบบ
1. ความสำคัญของการตั้งอุณหภูมิและเวลารีด
ในขั้นตอนการสกรีน DTF ลายที่พิมพ์บนแผ่นฟิล์มจะถูกโรยด้วยผงกาวยึดติด เมื่อรีดลงบนผ้า ความร้อนจะทำให้กาวละลายและเชื่อมระหว่างชั้นฟิล์มกับเส้นใยผ้าอย่างถาวร อุณหภูมิและเวลาที่ใช้จึงต้องเหมาะสมพอดี
หากรีดที่อุณหภูมิต่ำหรือเวลาน้อยเกิน กาวจะละลายไม่ทั่วถึง ลายจะติดไม่แน่นและหลุดง่าย แต่ถ้าร้อนเกินหรือนานเกิน ผ้าอาจไหม้ ลายอาจแตก หรือหมึกเกิดการเสื่อมสภาพ ดังนั้นการควบคุมทั้งสองตัวแปรนี้อย่างแม่นยำจึงเป็นหัวใจสำคัญของการผลิต
นอกจากอุณหภูมิและเวลา “แรงกด” ก็มีส่วนเช่นกัน เพราะหากแรงกดไม่เพียงพอ ความร้อนจะไม่กระจายสม่ำเสมอ ทำให้บางส่วนติด บางส่วนไม่ติด และถ้าแรงกดมากเกินไป ผ้าอาจเสียรูปหรือเกิดรอยเงา
2. หลักทั่วไปในการตั้งเครื่องรีด DTF
ก่อนเข้าสู่รายละเอียดของผ้าแต่ละชนิด ควรเข้าใจขั้นตอนทั่วไปของการรีด DTF เสียก่อน
อุ่นเครื่องให้ถึงอุณหภูมิที่ต้องการ ควรปล่อยให้แท่นรีดร้อนเต็มที่ก่อนใช้งานจริงอย่างน้อย 5 นาที เพื่อให้ความร้อนกระจายทั่วทั้งแผ่น
Pre-Press หรือการรีดผ้าล่วงหน้า ทำก่อนรีดจริงประมาณ 5–10 วินาที เพื่อไล่ความชื้นและรีดรอยยับ จะช่วยให้ฟิล์มติดแน่นและสม่ำเสมอ
วางฟิล์มให้ถูกด้านและตำแหน่งแม่นยำ ฟิล์ม DTF มีด้านพิมพ์และด้านเคลือบ ต้องวางด้านลายสัมผัสผ้าโดยตรง
ตั้งแรงกดให้เหมาะสม ถ้าเป็นผ้าหนาให้ใช้แรงกดมากขึ้นเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นผ้าบางหรือยืด ให้ลดแรงกดลง
หลังรีดเสร็จ ให้ลอกฟิล์มตามชนิดของวัสดุ บางฟิล์มลอกได้ทันที (Hot Peel) บางชนิดต้องรอเย็นก่อน (Cold Peel) หากลอกผิดจังหวะ ลายอาจย่นหรือหลุดได้
Post-Press หรือรีดซ้ำเบา ๆ หลังลอกฟิล์ม ช่วยให้ผิวเรียบ สีแน่นขึ้น และเพิ่มความทนต่อการซัก
3. วิธีตั้งค่าตามชนิดผ้า
ผ้าคอตตอน 100 เปอร์เซ็นต์
ผ้าคอตตอนเป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมสูงสุดในการสกรีน เพราะดูดซับความร้อนได้ดีและทนต่อแรงกดได้มาก การรีดลงบนผ้าคอตตอนจึงสามารถใช้อุณหภูมิสูงกว่าผ้าอื่น โดยทั่วไปอยู่ในช่วงประมาณ 160–175 องศาเซลเซียส ใช้เวลารีดประมาณ 10–15 วินาที แรงกดระดับปานกลางถึงค่อนข้างหนัก
ก่อนรีดควรทำ Pre-Press สั้น ๆ เพื่อไล่ความชื้นในเส้นใย หลังรีดและลอกฟิล์มแล้ว สามารถรีดซ้ำอีก 5–10 วินาที เพื่อให้ลายแน่นและเรียบสนิท ควรสังเกตว่าหากสีเริ่มหม่นหรือผ้าเกิดรอยเงา อาจเป็นเพราะอุณหภูมิสูงเกิน ให้ลดลงเล็กน้อย
ผ้าโพลีเอสเตอร์และผ้าสังเคราะห์
โพลีเอสเตอร์เป็นผ้าที่ไวต่อความร้อนมาก การตั้งค่าอุณหภูมิต้องระวังเป็นพิเศษ ควรเริ่มต้นที่ราว 140–150 องศาเซลเซียส และใช้เวลารีด 10–15 วินาที แรงกดปานกลาง หากร้อนเกิน ผ้าจะหดหรือเกิดรอยมันบนผิวทันที
ในการรีดผ้าโพลีเอสเตอร์ ควรใช้แผ่นเทฟลอนหรือซิลิโคนวางทับด้านบนเพื่อกระจายความร้อน และป้องกันไม่ให้ผ้าเกิดรอยเงา หลังรีดเสร็จให้รอให้เย็นก่อนลอกฟิล์ม ไม่ควรลอกขณะที่ยังร้อน เพราะเนื้อผ้ายังอ่อนตัว ลายอาจเคลื่อนหรือย่นได้
ผ้าผสม (Cotton / Poly Blend)
ผ้าผสมระหว่างคอตตอนกับโพลีเอสเตอร์ จะมีความทนร้อนปานกลาง เหมาะกับอุณหภูมิประมาณ 145 องศาเซลเซียส และเวลารีด 12–15 วินาที แรงกดปานกลาง หากเนื้อผ้าผสมโพลีเอสเตอร์ในสัดส่วนมาก ควรลดอุณหภูมิลงเล็กน้อย และระวังไม่ให้รีดนานเกินไป
สิ่งสำคัญของผ้าผสมคือการทดสอบก่อนขึ้นงานจริง เพราะแต่ละยี่ห้อมีสัดส่วนเส้นใยไม่เท่ากัน บางชนิดดูดความร้อนได้ดีเหมือนคอตตอน บางชนิดกลับไวต่อความร้อนเหมือนโพลีเอสเตอร์ การจดบันทึกค่าที่ให้ผลดีที่สุดไว้จะช่วยให้ผลิตซ้ำได้คุณภาพคงที่
ผ้ายืด สแปนเด็กซ์ หรือไนลอน
ผ้าประเภทนี้มีความยืดหยุ่นสูง แต่ไวต่อความร้อนมาก หากอุณหภูมิสูงเกินจะเสียรูปหรือย่นได้ อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ราว 130–140 องศาเซลเซียส รีดไม่นาน เพียง 8–10 วินาที แรงกดเบาถึงปานกลาง ต้องระวังไม่ให้กดแน่นเกินไปเพราะผ้าอาจยืดถาวร
การลอกฟิล์มของผ้ายืดควรรอให้เย็นก่อน เพื่อให้กาวยึดตัวสมบูรณ์ หลังลอกสามารถรีดซ้ำเบา ๆ อีกครั้งเพื่อให้ผิวเรียบ แต่ไม่ควรนานเกิน 5 วินาที เคล็ดลับเล็ก ๆ คือการวางแผ่นผ้าฝ้ายทับขณะรีด จะช่วยกระจายความร้อนและลดความเสี่ยงที่เนื้อผ้าจะไหม้
ผ้าแคนวาส ลินิน หรือวัสดุหนา
วัสดุเหล่านี้ทนความร้อนได้ดี จึงสามารถใช้อุณหภูมิใกล้เคียงกับผ้าคอตตอนหรือสูงกว่านิดหน่อย ประมาณ 165–170 องศาเซลเซียส รีด 12–15 วินาที แรงกดค่อนข้างหนัก เพราะต้องให้ความร้อนซึมทะลุถึงชั้นในของเนื้อผ้า
เนื่องจากพื้นผ้าหยาบ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าฟิล์มแนบแน่นกับพื้นผ้า หากเป็นถุงผ้า หรือ Tote Bag ให้ใช้แผ่นรองแบบยางหรือโฟมเพื่อช่วยให้แรงกดกระจายทั่ว หลังรีดควร Post-Press อีก 5–10 วินาที เพื่อเสริมการยึดติดและลดฟองอากาศในลาย
ผ้านอนวูฟเวน หรือวัสดุไวความร้อน
ผ้านอนวูฟเวนและผ้าโพลีโพรพิลีนที่ใช้ทำถุงผ้าราคาประหยัด มักละลายได้ง่ายเมื่อโดนความร้อนสูง ควรใช้ค่าอุณหภูมิต่ำมาก ประมาณ 125–135 องศาเซลเซียส รีด 10–12 วินาที แรงกดเบา หากจำเป็นต้องรีดซ้ำ ให้ทำเพียงสั้น ๆ และใช้แผ่นเทฟลอนช่วยกันร้อนโดยตรง
4. เทคนิคการตรวจสอบความถูกต้องหลังรีด
หลังจากรีดและลอกฟิล์มแล้ว ควรตรวจเช็กชิ้นงานในจุดสำคัญต่อไปนี้
การยึดติดของขอบลาย – ใช้ปลายนิ้วถูขอบดู หากไม่มีการลอกหรือย่น แสดงว่าความร้อนและแรงกดเพียงพอ
พื้นผิวของลาย – ควรเรียบเนียน ไม่เป็นคลื่น ไม่เป็นฟอง หากมีฟองแสดงว่าอุณหภูมิต่ำหรือแรงกดไม่ทั่วถึง
สีสันและความเงา – ถ้าสีหม่นหรือดรอป อาจเกิดจากความร้อนมากเกิน ให้ลดอุณหภูมิลง แต่หากสีดูด้านเกินไปและลอกง่าย อาจต้องเพิ่มเวลา
ความรู้สึกของผ้า – ไม่ควรแข็งจนเกินไป หากรู้สึกแข็งมากแปลว่าผงกาวละลายมากเกิน ให้ลดเวลาในรอบต่อไป
5. เคล็ดลับสำหรับผู้ประกอบการร้าน DTF
การควบคุมอุณหภูมิและเวลารีดให้คงที่ในร้านที่ผลิตงานจำนวนมากอาจเป็นเรื่องยาก แต่สามารถทำได้ด้วยการสร้างระบบการบันทึกและทดสอบอย่างต่อเนื่อง
ทดสอบทุกครั้งที่เปลี่ยนผ้าหรือฟิล์ม อย่าคาดว่าค่าที่ใช้ได้กับผ้าหนึ่งจะใช้ได้กับอีกผ้าหนึ่งเสมอ
จดบันทึกค่าที่ดีที่สุด ระบุอุณหภูมิ เวลา แรงกด และผลลัพธ์ เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการผลิต
ตรวจสอบเครื่องรีดเป็นประจำ โดยใช้เครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรด เพราะบางครั้งเครื่องแสดงค่าไม่ตรงกับความจริง
ฝึกช่างรีดให้เข้าใจเนื้อผ้า ไม่ใช่เพียงจำตัวเลข แต่ให้รู้จักสังเกตสัญญาณของผ้าที่ร้อนเกินหรือเย็นเกิน
เก็บตัวอย่างผ้าและบันทึกภาพ ไว้ในแฟ้มตัวอย่างสำหรับอ้างอิง เมื่อมีลูกค้าใหม่หรือต้องผลิตซ้ำ จะช่วยลดข้อผิดพลาด
6. ปัญหาที่พบบ่อยและแนวทางแก้ไข

ลายลอกง่ายหลังซักไม่กี่ครั้ง – เกิดจากอุณหภูมิหรือเวลารีดไม่เพียงพอ แก้โดยเพิ่มอุณหภูมิประมาณ 5 องศาหรือเพิ่มเวลา 2–3 วินาที
ผ้าเกิดรอยเงาหรือไหม้ – มักเกิดเมื่ออุณหภูมิสูงเกินหรือแรงกดมากเกิน ให้ลดความร้อนลง และใช้แผ่นรองเทฟลอนช่วยป้องกัน

ลายแตกหรือแข็งกระด้าง – เกิดจากการรีดนานเกินหรือผงกาวละลายมากเกิน ให้ลดเวลา และใช้การ Post-Press สั้น ๆ แทน
สีไม่สดหรือดูซีดจาง – อาจเกิดจากการรีดขณะเครื่องยังไม่ร้อนเต็มที่ หรือแรงกดไม่ทั่วถึง ควรปล่อยให้เครื่องถึงอุณหภูมิจริงก่อนใช้งาน
ผ้ายืดเสียรูปหลังรีด – สาเหตุหลักคือแรงกดมากเกิน ให้ปรับแรงกดลงและใช้เวลาสั้น พร้อมวางแผ่นผ้าฝ้ายทับด้านบน
7. การสร้างมาตรฐานในร้านสกรีน DTF
สำหรับร้านที่มีทีมงานหลายคน การทำให้ทุกคนตั้งค่าเครื่องได้ตรงกันเป็นสิ่งสำคัญ ควรสร้าง “คู่มือมาตรฐานการรีด” โดยระบุค่าที่ผ่านการทดสอบจริงสำหรับผ้าแต่ละชนิด แนบภาพตัวอย่างงานที่ดี และจุดสังเกตของงานที่ผิดพลาด เพื่อให้พนักงานสามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเอง
นอกจากนี้ควรมีระบบตรวจสอบคุณภาพหลังผลิต เช่น การซักทดสอบ การขยี้ หรือการพับซ้ำ เพื่อดูว่าลายหลุดหรือแตกหรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้สามารถปรับค่าการรีดให้เหมาะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ
8. แนวทางพัฒนาเพิ่มเติม
เมื่อเข้าใจหลักการรีด DTF แล้ว ร้านสามารถพัฒนาคุณภาพให้เหนือกว่าคู่แข่งได้อีกหลายวิธี เช่น
ลงทุนในเครื่องรีดที่มีการกระจายความร้อนสม่ำเสมอ เพราะแม้ค่าตั้งเท่ากัน แต่ถ้าความร้อนไม่สม่ำเสมอ ผลลัพธ์จะต่างกันมาก
เลือกผงกาวและฟิล์มคุณภาพสูง วัสดุที่ดีต้องการอุณหภูมิแม่นยำกว่าก็จริง แต่ให้ผลยึดติดทนและสีคมกว่า
ฝึกทักษะการลอกฟิล์มให้ถูกจังหวะ โดยเฉพาะฟิล์ม Cold Peel ที่ต้องรอให้เย็นสนิทก่อน
บันทึกข้อมูลการผลิตในแต่ละรอบ เพื่อติดตามว่าผ้ารุ่นใดใช้ค่ากี่องศา และให้ผลดีที่สุด
การทำสิ่งเหล่านี้อย่างต่อเนื่องจะทำให้ร้านของคุณสร้างมาตรฐานการผลิตที่น่าเชื่อถือ และรักษาคุณภาพงานได้คงที่ในระยะยาว
สรุป
การสกรีน DTF ไม่ใช่เพียงแค่การพิมพ์ลายลงบนฟิล์มแล้วรีดใส่ผ้า แต่คือกระบวนการที่ต้องอาศัยความเข้าใจในวัสดุ ความร้อน และเวลาอย่างละเอียด การตั้งอุณหภูมิและเวลารีดที่ถูกต้องจึงเป็นปัจจัยที่แยกงานสมัครเล่นออกจากงานมืออาชีพ
