เคล็ดลับรีด DTF ไม่ให้ลอก ไม่ให้ร่อน

การสกรีนเสื้อด้วยเทคนิค Direct to Film (DTF) ถือเป็นนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างมากในอุตสาหกรรมงานพิมพ์เสื้อผ้า ไม่ว่าจะเป็นร้านขนาดเล็กที่ต้องการผลิตงานจำนวนไม่มาก หรือนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ต้องการผลิตล็อตจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง ข้อดีของ DTF คือสามารถใช้ได้กับผ้าที่หลากหลาย สีของงานพิมพ์คมชัด และทนต่อการซัก แต่ถึงแม้ตัววัสดุจะมีคุณสมบัติที่ดีเพียงใด การรีดติดที่ไม่ถูกต้องก็อาจทำให้ลายลอก มุมยก ร่อนหลังซัก หรือซีดเร็วกว่าปกติได้ ดังนั้นการควบคุมขั้นตอนรีดให้ถูกต้องจึงเป็นหัวใจของงานคุณภาพ

บทความนี้จัดทำขึ้นในรูปแบบทางการ เหมาะสำหรับผู้ประกอบการร้านสกรีนเสื้อ โรงงานผลิตเสื้อผ้า รวมถึงแบรนด์เสื้อที่ต้องการสร้างงานคุณภาพและเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า ภายในบทความคุณจะพบเคล็ดลับเชิงลึก เทคนิคที่สามารถนำไปใช้ได้จริง วิธีป้องกันงานลอกหรือร่อน รวมถึงองค์ความรู้ด้านวัสดุเพื่อเสริมการตัดสินใจเลือกใช้ฟิล์มและผงกาวที่ถูกต้อง เพื่อช่วยให้ร้านสกรีนเสื้อของคุณสามารถผลิตงานที่มีความทนทานและสอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล

ความสำคัญของขั้นตอนรีดในงาน DTF

ในกระบวนการสกรีน DTF ขั้นตอนการรีดถือเป็นจุดตัดสินคุณภาพขั้นสุดท้ายหลังจากลายถูกพิมพ์ด้วยหมึกและโปรยผงกาวแล้ว แม้ printer, film หรือ ink จะเป็นปัจจัยสำคัญ แต่หากขั้นตอนรีดไม่มีความแม่นยำ งานคุณภาพสูงก็อาจเสียได้ในทันที การลอกหรือร่อนที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มักไม่ได้เกี่ยวข้องกับเครื่องพิมพ์ แต่เกิดจากอุณหภูมิ แรงกด เวลารีด หรือสภาพผ้าที่ไม่เหมาะสม การให้ความสำคัญกับขั้นตอนรีดจึงช่วยลดของเสีย เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า และยืดอายุการใช้งานของเสื้อได้อย่างชัดเจน

สาเหตุหลักที่ทำให้ลาย DTF ลอกหรือร่อน

ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนเคล็ดลับและเทคนิค จำเป็นต้องเข้าใจสาเหตุพื้นฐานที่ทำให้ลายหลุดได้ง่าย เพื่อให้สามารถป้องกันได้ตั้งแต่ต้นทางและควบคุมคุณภาพได้ทั่วถึง สาเหตุหลัก ได้แก่

1. อุณหภูมิไม่ถึงหรือไม่สม่ำเสมอ

แม้ผู้ผลิตฟิล์มและผงกาวจะระบุอุณหภูมิ เช่น 140–160°C แต่เครื่องรีดแต่ละรุ่นอาจมีค่าคลาดเคลื่อน อุณหภูมิจริงอาจต่ำกว่าที่แสดงบนหน้าปัด ทำให้ผงกาวละลายไม่เต็มที่จนเกิดการยึดเกาะไม่ดี

2. แรงกดไม่เพียงพอ

แรงกดน้อยทำให้ผงกาวละลายแต่ไม่ถูกกดให้แทรกลงไปตามเส้นใยผ้า ในระยะยาวเมื่อลูกค้าซักหลายครั้ง ลายจะเริ่มยก ม้วนหรือเกิดลายแตกได้

3. เวลารีดสั้นเกินไป

การรีดที่เวลาน้อยเกินไปทำให้ผงกาวละลายไม่ครบ รอบการยึดเกาะไม่สมบูรณ์ ทำให้ลายที่ดูเหมือนติดดีในระยะแรก ร่อนออกได้ง่ายภายหลัง

4. ผ้าไม่เหมาะสมหรือมีความชื้นสะสม

บางผ้ามีความชื้นสูง เช่น คอตตอนที่เพิ่งซัก อาจมีน้ำในเส้นใย การรีดบนผ้าที่มีความชื้นทำให้กาวไม่จับกับเนื้อผ้าเต็มที่ หรือเกิดฟองอากาศในฟิล์ม

5. ฟิล์มและผงกาวคุณภาพต่ำ

ผงกาวที่ความเหนียวไม่สูง ฟิล์มบางเกินไป หรือเคลือบไม่ดีทำให้การยึดเกาะสามารถเสื่อมได้แม้รีดถูกต้อง

6. การลอกฟิล์มผิดจังหวะ

บางฟิล์มต้องลอกร้อน บางฟิล์มต้องลอกเย็น หากลอกผิดเวลา ฟิล์มจะยืด ออกไม่หมด หรือดึงลายหลุดไปด้วย

กลไกของการยึดเกาะระหว่างกาว DTF กับเส้นใยผ้า

เพื่อให้เข้าใจลึกขึ้น จำเป็นต้องรู้กลไกระดับวัสดุศาสตร์ของ DTF ผงกาว (TPU powder) จะทำหน้าที่ละลายเมื่อได้รับความร้อนถึงจุดที่ผู้ผลิตกำหนด เมื่อมีแรงกดและเวลาเพียงพอ กาวจะไหลซึมเข้าสู่ช่องว่างในเส้นใยผ้า เกิดเป็น “การล็อกเชิงกล” (mechanical bonding) เสมือนการสอดประสาน หากอุณหภูมิหรือแรงกดไม่พอ กาวจะละลายเพียงผิวหน้าและไม่สามารถไหลเข้าเนื้อผ้าได้ ทำให้การยึดเกาะอยู่เพียงผิว ซึ่งเสี่ยงต่อการลอกในภายหลังหลังซักเพียงไม่กี่ครั้ง

เคล็ดลับรีด DTF ไม่ให้ลอก ไม่ให้ร่อน

1. ตรวจสอบอุณหภูมิจริงของเครื่องรีด (Heat Press Calibration)

ผู้ประกอบการหลายรายมักเชื่อค่าที่แสดงบนเครื่องรีด แต่จริง ๆ แล้วเครื่องรีดที่ใช้งานมานานหรือเป็นรุ่นราคาประหยัดมักมีปัญหาความคลาดเคลื่อน อุณหภูมิจริงต่ำกว่าค่าที่แสดงถึง 10–20°C ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้ลายไม่ติดแน่น

วิธีแก้ไขคือ

ใช้เครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรดหรือเทปวัดอุณหภูมิสำหรับงานพิมพ์

ทดสอบอุณหภูมิตามจุดต่าง ๆ ของแผ่นทำความร้อน

หากมีจุดใดอุณหภูมิต่างกันมาก ควรปรับตั้งค่าให้สูงขึ้นหรือกระจายตำแหน่งลายให้เหมาะสม

การรู้ “อุณหภูมิจริง” ช่วยให้การรีดมีความสม่ำเสมอและลดอัตราการลอกในระยะยาวได้อย่างมาก

2. ตั้งค่าอุณหภูมิให้เหมาะกับฟิล์มแต่ละชนิด

แม้ฟิล์ม DTF จะมีอุณหภูมิมาตรฐาน แต่ผู้ผลิตแต่ละรายมีสูตรเคลือบที่แตกต่างกัน ควรสอบถามค่าที่เหมาะสมจากคู่มือหรือผู้ขาย แบ่งหลัก ๆ ได้ดังนี้

ฟิล์มลอกร้อน: ประมาณ 150–160°C

ฟิล์มลอกเย็น: ประมาณ 135–150°C

ฟิล์มงานละเอียดพิเศษหรือ film premium: ควรตามสูตรผู้ผลิตโดยตรง

การใช้อุณหภูมิที่กำหนดตรงตามฟิล์มช่วยป้องกันการดึงลายหลุดระหว่างลอกแผ่น

3. ควบคุมแรงกดให้เหมาะสม (Medium to High Pressure)

แรงกดสำคัญไม่แพ้อุณหภูมิ เพราะเป็นตัวทำให้กาวไหลลงสู่เส้นใยผ้า หากแรงกดน้อยเกินไปลายจะลอกง่าย หากแรงกดมากเกินไปฟิล์มอาจยุบเสียรูปได้

ข้อควรรู้

แรงกดระดับกลางถึงสูงเหมาะที่สุดสำหรับงานเสื้อ

หากใช้เครื่องออโต้หรือเครื่องสวิงอาร์ม ควรตั้งค่าคงที่

หากใช้เครื่องมือโยกควรออกแรงกดให้มั่นคง

การควบคุมแรงกดสม่ำเสมอช่วยให้คุณภาพติดแน่นทั่วแผ่น ไม่มีจุดลอกเฉพาะมุมหรือขอบ

4. เพิ่มเวลารีดให้เพียงพอเพื่อความปลอดภัย

เวลามาตรฐานอยู่ที่ 12–15 วินาที แต่ในความเป็นจริงขึ้นอยู่กับผ้า ฟิล์ม และเครื่องรีด หากอุณหภูมิไม่คงที่หรือผ้ามีความชื้น ควรเพิ่มเวลา 3–5 วินาทีเพื่อให้กาวละลายเต็มที่

ข้อควรสังเกต

ลายใหญ่หรือมีพื้นดำมาก ควรเพิ่มเวลาเพื่อให้กาวบนพื้นที่กว้างละลายทั่วถึง

ลายเล็กบางเฉียบอาจใช้เวลาตามปกติได้

การเพิ่มเวลาเล็กน้อยช่วยให้ลดความเสี่ยงต่อการร่อนหลังซักได้อย่างเห็นผล

5. รีดไล่ความชื้นผ้าก่อนทุกครั้ง (Pre-Press)

ผ้าที่ผ่านการซัก ผ้าเนื้อหนา หรือผ้าที่เก็บไว้ในห้องชื้น เช่น ผ้า TC หรือผ้าคอตตอน 100% มักมีความชื้นสะสมภายใน เส้นใยผ้าที่ชื้นทำให้กาวไม่สามารถเกาะได้เต็มที่

วิธีปฏิบัติ

รีดเปล่า 3–5 วินาทีที่อุณหภูมิ 140–150°C

รอให้ผ้าเย็นลงก่อนวางฟิล์ม

ขั้นตอนนี้ช่วยให้ผ้าเรียบและกำจัดไฟฟ้าสถิตด้วย

ร้านสกรีนเสื้อที่ให้ความสำคัญกับการไล่ความชื้นมักมีอัตรางานเสียต่ำกว่าร้านที่ไม่ทำ

6. ใช้แผ่นรองที่เหมาะสม (Teflon, Parchment หรือ Kraft)

แผ่นรองช่วยให้แรงกดสม่ำเสมอและปกป้องผ้าไม่ให้เงา แต่ละแบบมีข้อดีดังนี้

แผ่นเทฟลอน: กระจายความร้อนได้ดี ใช้ซ้ำได้

กระดาษรองอบ (Parchment): ช่วยให้ลายด้านและเคลือบเนียน

Kraft Paper: ช่วยเพิ่มการสัมผัสของแรงกด เหมาะกับงานที่ต้องการความแน่น

ควรทดลองกับฟิล์มแต่ละชนิดเพื่อให้ได้พื้นผิวที่เหมาะสมที่สุด

7. ลอกฟิล์มตามจังหวะที่ถูกต้อง

การลอกผิดเวลาเป็นสาเหตุการลอกอันดับต้น ๆ ข้อแนะนำคือ

ฟิล์มลอกร้อน: ลอกทันทีใน 2–3 วินาทีหลังยกเครื่อง

ฟิล์มลอกอุ่น: รอประมาณ 5–10 วินาที

ฟิล์มลอกเย็น: รอจนลายเย็นสนิท ไม่ควรรีบร้อน

เมื่อดึงฟิล์มควรดึงในมุมต่ำและช้าเพื่อลดแรงกระชากที่อาจดึงลายติดไปด้วย

8. รีดซ้ำเพื่อเพิ่มความทนทาน (Second Press)

รีดซ้ำถือเป็นเทคนิคที่ร้านมืออาชีพนิยมใช้ เพราะช่วยให้ผิวลายมีความเรียบเนียนและกาวแนบเข้ากับเส้นใยผ้ามากขึ้น

วิธีทำ

ปิดกระดาษรอง 5–8 วินาทีที่แรงกดกลาง

ระวังไม่ควรรีดนานเกินไปจนเกิดผิวส้ม

เมื่อรีดซ้ำแล้ว งานมักทนต่อการซักได้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

9. เลี่ยงการรีดบนตะเข็บ ซิป หรือส่วนที่ไม่เรียบ

การรีดบนส่วนที่ไม่เสมอกัน เช่น รอยตะเข็บ เสื้อคอวีบริเวณคอ หรือกระเป๋าหน้าอกทำให้แรงกดไม่เท่ากัน ลายจะติดดีเฉพาะส่วนกลางและลอกบริเวณขอบ การใช้ “แผ่นเพิ่มระดับ” หรือ pillow pad สามารถช่วยให้แรงกดสม่ำเสมอได้

10. เลือกใช้ฟิล์มและผงกาวคุณภาพสูงจากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ

ฟิล์มราคาถูกบางประเภทเคลือบไม่สม่ำเสมอ ผงกาวคุณภาพต่ำทำให้แม้รีดถูกต้องลายก็ยังลอกได้ในระยะยาว การเลือกใช้ฟิล์มคุณภาพดีช่วยลดงานเสียและเพิ่มความทนทานต่อการซัก การเลือกวัสดุควรคำนึงถึง

ความหนาของเคลือบ film coating

ความละเอียดของกาว (75–125 ไมครอนเป็นมาตรฐานที่ดี)

ความสามารถทนความร้อน

ความยืดหยุ่นของลายหลังซัก

ร้านสกรีนไม่ควรลดต้นทุนด้วยการใช้ผงกาวคุณภาพต่ำ เพราะอาจทำให้ต้องแก้งานมากขึ้นในภายหลัง

11. ควบคุมสภาพแวดล้อมร้านไม่ให้ชื้นเกินไป

หากร้านตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความชื้นสูง เช่น ห้องปิดแอร์ หรือช่วงฤดูฝน ลายที่พิมพ์แล้วอาจดูดความชื้นก่อนนำไปรีด ทำให้กาวจับตัวไม่ดี ควรเก็บฟิล์มในถุงสุญญากาศหรือกล่องกันชื้น และใช้ซิลิกาเจลช่วยควบคุมสภาพแวดล้อม

12. ทดสอบการซักก่อนส่งงานล็อตใหญ่

ก่อนผลิตล็อตจำนวนมาก ควรทดสอบการซัก 3–5 รอบเพื่อดูเสถียรภาพของงาน หากลายแตกหรือยกตัวในรอบแรก ควรปรับตั้งค่าเครื่องรีดทันที วิธีนี้ช่วยป้องกันการเสียหายจำนวนมากและแบ่งเบาภาระงานแก้ไขที่ไม่จำเป็น

เทคนิคเพิ่มเติมสำหรับงานร้านสกรีนเสื้อระดับมืออาชีพ

สำหรับร้านหรือโรงงานที่ต้องการยกระดับคุณภาพให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล ควรพิจารณาข้อแนะนำเพิ่มเติมดังนี้

การใช้ Heat Press แบบแผ่นหนาเพื่อความร้อนสม่ำเสมอ

เครื่องรีดแผ่นบางมักมีปัญหาความร้อนกระจายไม่เท่ากัน หากต้องการความเสถียรสูง ควรเลือกซื้อเครื่องที่แผ่นบนมีความหนาอย่างน้อย 1.5–2 ซม. ซึ่งช่วยรักษาความร้อนได้ดีและทำให้งานรีดมีความคงที่มากกว่า

การใช้เครื่องวัดแรงกด (Pressure Gauge)

ร้านระดับสูงบางแห่งใช้เซนเซอร์วัดแรงกดเพื่อให้ได้ค่าที่คงที่ แม้จะลงทุนสูงแต่ช่วยให้ควบคุมคุณภาพในงานจำนวนมากได้ดี โดยเฉพาะงานยูนิฟอร์มบริษัทที่ต้องการคุณภาพเดียวกันทุกตัว

ควบคุมกระบวนการจัดเก็บฟิล์มก่อนรีด

ฟิล์มที่ทิ้งไว้ในที่ร้อนหรือโดนแดดอาจเสื่อมสภาพ ผลคือกาวจับตัวไม่ดี ควรเก็บในอุณหภูมิ 20–25°C และไม่โดนแสง UV

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในร้านสกรีนเสื้อ

เพื่อให้บทความนี้ครอบคลุมที่สุด ควรเข้าใจข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยและวิธีป้องกัน

1. รีดด้วยอุณหภูมิที่ “คิดว่าใช่”

เครื่องรีดหลายเครื่องมีความคลาดเคลื่อน การเช็คค่าจริงจึงสำคัญอย่างยิ่ง

2. ลอกฟิล์มเร็วจนเกินไป

การลอกเร็วโดยไม่ดูชนิดฟิล์มทำให้ขอบลายทยอยยกขึ้นในอนาคต

3. รีดบนพื้นผ้าไม่เรียบ

แรงกดไม่เท่ากันทำให้ลายติดไม่ครบทั้งแผ่น

4. ใช้ฟิล์มหรือผงกาวคุณภาพต่ำ

ต่อให้รีดดีเพียงใด วัสดุที่ไม่ได้คุณภาพก็ทำให้ลายหลุดได้ง่ายในระยะยาว

5. ข้ามขั้นตอนรีดซ้ำ

ร้านทั่วไปบางร้านไม่ทำ second press แต่จริง ๆ แล้วเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะเพิ่มความทนทานอย่างมาก

สรุปภาพรวม: วิธีทำให้งาน DTF ไม่ลอก ไม่ร่อน

การรีด DTF ให้ติดแน่นทนทานต้องอาศัย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่

อุณหภูมิที่แม่นยำและสม่ำเสมอ

แรงกดที่เพียงพอ

เวลารีดที่เหมาะสม

วัสดุคุณภาพดี รวมถึงผ้าที่ผ่านการไล่ความชื้น

เมื่อควบคุมองค์ประกอบทั้งหมดได้อย่างถูกต้อง ลายจะยึดเกาะกับเส้นใยผ้าดีเยี่ยม ไม่ลอก ไม่แตก ไม่ร่อนแม้ผ่านการซักหลายรอบ ช่วยให้ภาพลักษณ์ของร้านสกรีนเสื้อดีขึ้น เพิ่มความน่าเชื่อถือ และลดต้นทุนจากการแก้งานจำนวนมาก

สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการยกระดับร้านสกรีนเสื้อ การให้ความสำคัญกับกระบวนการรีดไม่ใช่เพียงทำให้ลูกค้ามีความพึงพอใจ แต่ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ร้านพัฒนาคุณภาพและความเชี่ยวชาญอย่างมั่นคงได้ในระยะยาว

บทความนี้หวังว่าจะเป็นแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ทั้งในร้านสกรีนเสื้อขนาดเล็ก ร้านออนไลน์ และโรงงานผลิตสกรีน เพื่อให้ทุกงาน DTF มีคุณภาพสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

Scroll to Top
LINE LOGO SVG ติดต่อเรา